this-day-in-past-year

วันนี้เมื่อ2ปีที่แล้ว

ผมก็ไปเรียนที่ร.ร.ตามปกติ แต่ก็แอบพกของขวัญของเธอไปด้วย เพื่อที่ว่าจะได้นำไปให้เธอในตอนเย็น เลิกเรียน ผมไปหาเธอที่ร.ร.เพื่อนำของขวัญวันเกิดไปให้
วันนั้นเป็นวันกีฬาสีของร.ร.เธอพอดีด้วย ตอนแรกผมกะว่าจะทันไปดูเธอแสดง
เชียร์ลีดเดอร์ แต่ว่าผมก็ไปถึงเย็นมาก ก็เลยอดดู เธอเต้น แต่ไม่เป็นไรหรอก
เพราะจุดประสงค์จริงๆของผมก็แค่การนำของขวัญมาให้กับเธอ และ บอกเธอว่า สุขสันวันเกิดเท่านั้นเอง เธอขอบคุณผมและบอกว่าไม่น่าลำบากเลยเพราะว่าร.ร.ผมกับเธอนั้นอยู่ไกลกันมาก ผมบอกว่าไม่เป็นไรหรอก ผมมาเพราะอยากมา แล้วผมก็ไปส่งเธอขึ้นรถกลับบ้าน เพราะว่าเย็นมากแล้ว ส่วนบ้านผมนั้นอยู่คนละทางกับเธอ เมื่อส่งเธอแล้วผมค่อยกลับบ้าน คืนนั้นเป็นอีกคืนที่ผมนอนฝันดี

วันนี้เมื่อปีที่แล้ว

ผมเกือบสูญเสียสิ่งนึงไป และ สูญเสียอีกสิ่งนึงที่ผมรักไปอย่างไม่มีวันได้กลับมาอีก ตลอดกาล วันๆเดิม เหมือนเช่นดั่งปีที่แล้ว ของขวัญของเธออยู่ในกระเป๋าผม ตารางนัดตอนเย็นทุกอย่างถูกปฎิเสธหมด เพื่อที่ว่าผมจะได้ไปหาเธอเช่นดังเดิม เหมือนปีที่แล้ว แต่แล้ว เพราะ โทรศัพท์เพียงสายเดียว ทุกๆอย่างก็พลันสลายไป
หัวใจผมแทบแตกสลายเมื่อได้รับโทรศัพท์สายนั้นในตอนเช้าของวันนั้น เพื่อนของเธอโทรมาแจ้งข่าวร้ายที่สุด หล่อนบอกให้ผมทำใจให้ดีๆ ใจเย็นๆเข้าไว้ หล่อนบอกับผมว่า เธอตายแล้ว เพิ่งตายเมื่อคืน วินาทีนั้นเหมือนหัวใจของผมหยุดเต้นไปแล้ว แต่เสียงของหล่อนก็เหมือนดังเครื่องปั๊มหัวใจ ที่ทำให้หัวใจผมต้องเต้น และ กลับมายอมรับความจริงกันโหดร้ายนี้อีก เมื่อวางสายไป ผมเหมือนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกคนถอดปลั๊กออกทันที ผมไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้นแล้ว จากเรื่องราวที่เธอบอกมานั้น เหตุการณ์การตายของเธอนั้น
เป็นเรื่องใหญ่โต ถึงกับออกเป็นข่าว วันนั้นผมโดดเรียนตลอดคาบเช้า ไปนั่งฟังวิทยุเพื่อรอฟังข่าวของเธอ เปิดทุกคลื่นทุกสถานี เปิดหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ แต่ก็ไม่พบเรื่องของเธออยู่เลย แม้แต่ตัวอักษรเดียว ผมโทรกลับไปหาเพื่อนของเธอ ด่าว่าเธอ หาว่าเธอโกหกผม ผมว่าเธอทั้งน้ำตา เพราะรู้อยู่ในอกอยู่แล้ว ว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ใครเค้าจะเอามาโกหกกัน แต่ผมก็ทำใจยอมรับไม่ได้อยู่ดี

เธอคนที่ผมรักมากที่สุดจากไปแล้ว ไม่อาจหวนคืนมาแล้ว ไม่อาจได้สัมผัสเธอ
ไม่อาจคุยกับเธอ ไม่อาจได้ยินเสียงเธออีกต่อไป ไม่มีคนให้ผมพาไปเดินควง
ไม่มีคนที่จะคอยงอนให้ผมตามง้อ ไม่มีคนที่จะคอยเขินอายเวลาผมบอกรัก
ไม่มีอีกแล้วจากนี้และตลอดไป

ตอนนั้นผมเหมือนเป็นบ้าไปแล้ว คำพูดใครๆก็ไม่เข้าหู เสียงของใครๆไม่อาจเข้าไปถึงในหัวใจของผมได้ จนสุดท้ายผมก็ลงมือทำร้ายตัวเองไป จนต้องถูกหามส่งโรงพยาบาล
ระหว่างที่รอเข้าห้องผ่าตัด มีเพื่อนมาให้กำลังใจผมมากมาย แต่ก็ไม่ได้เข้ามาคุยกับผม พวกเขานั่งรอผมอยู่ข้างนอก มีเพียงแม่และเพื่อนสนิทของผม ที่อยู่ด้วยกัน นั่งข้างเตียงที่ผมนอนอยู่ เป็นครั้งแรกในรอบหลายๆปีที่ผมร้องไห้ออกมาและเป็นครั้งแรกที่มันเห็นผมร้องไห้ ตั้งแต่คบกับมันมา น้ำตาที่พรั่งพรูออกมาพร้อมกับคำสารภาพว่าอะไรที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ พร้อมกับคำขอโทษที่ผมทำให้มันเป็นห่วง ไม่บอกกับมัน ไม่วางใจที่จะปรึกษา ไม่แม้แต่จะคิดถึงมัน แต่มันก็ไม่ได้ว่าอะไร มันบอกให้ผมทำใจให้สบาย
เรื่องมันเกิดขึ้นแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ นี่ยิ่งทำให้ผมยิ่งรู้สึกผิดต่อมันมากไปอีก เพราะตอนแรกคิดว่ามันจะต้องโกรธผม แต่ที่ไหนได้ มันกลับเป็นห่วงจิตใจผมมากกว่า ผมขอบคุณมันมาก ที่อยู่เป็นเพื่อนผม และฝากขอบคุณและขอโทษเพื่อนคนอื่นที่อยู่ข้างนอกด้วย

พอผมเข้าห้องผ่าตัด หมอก็เริ่มลงมือทำการผ่าตัด ตอนแรกๆหมอก็ใช้ยาชาแต่ผมทนความเจ็บไม่ไหว หมอก็เลยใช้ยาสลบกับผม ผมรู้สึกตัวอีกที การผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้ว ผมอยู่ในห้องของคนไข้รวม มีแม่และเพื่อนสนิทอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆเตียง
คืนนั้นทั้งคืนมีคนผลัดกันมาเยี่ยมผมมากมาย ทั้งเพื่อน รุ่นน้อง ญาติ พี่น้อง กว่าเพื่อนกลุ่มสุดท้ายจะกลับออกไปก็หมดเวลาเยี่ยมพอดี ผมขอขอบคุณคนทุกคนที่มาเยี่ยมผม ที่ไม่ถามผมอีกว่าทำไมถึงทำแบบนี้ เพราะเมื่อนึกถึงเหตุผล มันก็ยิ่งทำให้ผมคิดถึงเธอมากขึ้นเท่านั้น

คืนนั้น ผมเพิ่งจะได้รู้ว่าการนอนหลับมันยากเย็นมากเพียงใด
ผมถามตัวเองว่า ถ้านอนหลับไป แล้วไม่ตื่นขึ้นมาเลยมันจะดีกว่าไหม
กลับการตื่นขึ้นมาเจอกับความเป็นจริงอันเจ็บปวด
ในเมื่อการนอนหลับยังยากลำบาก การตื่นนอนล่ะไม่ยากหรือ?
ในเมื่อถ้ามันยาก สู้ไม่ตื่นขึ้นมาเลยจะดีกว่าไหม?


edit @ 2005/11/11 02:09:37

วันนี้เมื่อ1ปีที่แล้ว

วันนี้เป็นอีกวันของปีที่รู้สึกจะวุ่นวายไม่น้อย ตั้งแต่เช้ายันบ่ายมีเพื่อนมาเยียมเยียน
ผมไม่ขาดสายเลย ผมควรจะรู้สึกดีใจใช่ไหมที่มีคนเป็นห่วงผมมากมายขนาดนี้
แต่ไม่รู้ทำไมนะ ผมรู้สึกเหงาประหลาดๆ มันรู้สึกเจ็บในหัวใจ มันรู้สึกชาไปหมดทั้งตัว
แต่ผมก็ต้องเก็บมันเอาไว้ข้างในก็เท่านั้นเอง ผมคงไม่อาจจะบอกกับทุกคนได้
ว่าผมรู้สึกอย่างไร บางคนอาจหาว่าผมเว่อร์ หาว่าผมไม่โต แต่ผมก็ไม่ใช่คนเหล่านั้น
ผมไม่อาจจะรู้สึกหรือคิดเหมือนเค้าได้ กับการที่คนๆนึงจากไป แล้วไม่รู้สึกอะไรเลย
แต่ผมก็คงจะไม่บอกออกไปอย่างนั้นหรอก เพราะมีแต่จะทำให้เสียน้ำใจกับเปล่าๆ
เพื่อนๆอุดส่าห์มาเยี่ยมผม ผมก็ควรแสดงความขอบคุณโดยการทำตัวให้สดใสเข้าไว้
เพื่อนๆจะได้ไม่เป็นห่วง เป็นอีกวันที่ผมเหนื่อยกับการเสแสร้งตลอดทั้งวัน ผมอยากจะร้อง
ตะโกนออกมาว่าทำไมเรื่องมันต้องเป็นแบบนี้ ทำไมเธอต้องจากไป ผมรับไม่ได้จริงๆ
แม้ว่าจะทำอะไรไม่ได้ก็ตาม แม้ว่าจะย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ก็ตาม
ผมคงได้แต่ให้"เวลา"มันช่วยให้ผมดีขึ้น ให้ผมรู้สึกชาชินกับการไม่มีเธออีกต่อไปแล้ว
ก็แค่นั้นเอง

เวลา เป็น อะไรที่แปลกในความคิดของผม ผมช้าบ้างเร็วบ้าง ตามความรู้สึกของคน
เวลามันเร็วตอนเราอยากให้มันช้า แต่มันกลับช้าตอนเราอยากให้มันเร็ว
ถ้าเวลาเป็นคนผมคงเดินเข้าไปเอาฝ่าเท้าลูบไล้ใบหน้ามันแล้ว มันกวน-เหลือเกิน
และมันกวนแบบนี้กับคนทุกคนด้วยไม่มีละเว้น มันช่างเป็นอะไรที่น่าถีบเหลือเกิน
เวลามันไม่เพียงกวนเราอย่างเดียว มันยังคงทำหน้าที่เป็นเหมือนโซ่ล่ามเราไว้
ให้เราไม่มีอิสระ เราต้องตื่นแต่เช้านะ กินข้าวตอนเที่ยงล่ะ กลับบ้านอย่าเย็นนะ
ทำงานมาส่งภายในวันนี้ล่ะคุณเห็นรึเปล่าว่าเวลามันผูกมัดเราแค่ไหน
เวลาทำหน้าที่ของมันได้อย่างดี ไม่ขาดตกบกพร่องเลย แม้แต่วินาทีเดียว ทุกนาที
ทุกชม. ทุกวัน ทุกปี และตลอดเวลา คนเราก็ยังคงเดินอยู่บนเวลาไม่อาจหลีกหนีไปไหนได้
แต่เวลาก็มีข้อดีของมันนะ อย่างน้อยก็กับผมในเวลานี้ มันก็ช่วยให้ผมค่อยๆลืมเธอได้
หรือไม่ ก็ช่วยให้ผมไม่เจ็บปวดมากมายเท่ากับที่เป็นอยุ่

วันนี้เมื่อปีที่แล้ว

วันนี้เป็นวันเผาของเธอ ในงานผมเจอคนรู้จักมากมายที่ ไม่รู้จักก็เยอะ
น่าแปลกที่ผมไม่ได้ร้องไห้ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร

งานดำเนินต่อไปเรื่อยๆ อย่างเชื่องช้า ไม่รู้ว่ามันเป็นปกติอย่างนี้อยู่แล้ว หรือว่าเวลามันจะ
กลั่นแกล้งผมอีก มันเหมือนเป็นการตอกย้ำให้ผมต้องยอมรับว่าเธอได้จากไปแล้ว
มันไม่เหมือนกับมีคนเอาค้อนฟาดใส่ผม แต่มันเหมือนกับโดนมีดค่อยๆบรรจงเสียบแทง
ลงไปบนเนื้อ ให้เลือดค่อยๆไหลย้อยลงมาตามผิวหนัง มันคือความทรมานที่แสนยาวนาน
ผมอยากให้มันผ่านไปเร็วๆเหลือเกิน ไม่อยากจะยืนอยู่ตรงนี้ ในสถานที่นี้แล้ว อยากจะวิ่ง
หนีออกไปให้ไกลๆ ไม่อยากเจอหน้าผู้คนเลยในเวลานั้น...


edit @ 2005/11/14 21:49:08